การปฏิรูปภาครัฐด้วยปัญญาประดิษฐ์

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on email

สังคมโลกในปัจจุบันมองว่า “ปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Intelligence) หรือ AI นำมาซึ่งความเป็น “รัฐบาลอัจฉริยะ” ที่สามารถทำงานและให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนจะได้รับความสะดวกในการติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐผ่านการให้ “บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว” (One Stop Service) เสียงของประชาชนจะถูกนำมาประมวลผล เพื่อใช้พิจารณาโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาบริการใหม่ ๆ ที่ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม

เทคโนโลยี AI ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในรัฐบาลหลายประเทศ เพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป รวมทั้งประเทศไทยด้วย การใช้ AI ในภาครัฐ ไม่ได้หมายถึงการจัดซื้อและติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงความคิดของข้าราชการ ปรับกระบวนการทำงานใหม่ให้สอดรับกับเทคโนโลยี เพิ่มทักษะและความรู้แก่บุคลากร ปรับกฎหมาย กฎกระทรวงและระเบียบต่าง ๆ ให้เหมาะสม รวมไปถึงการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ยากสำหรับรัฐบาลเกือบทุกประเทศ แล้วการเริ่มต้นที่ประชาชนมองเห็นว่าคุ้มค่า และรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงควรเป็นอย่างไร

โดยทั่วไป การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและประชาชนข้องเกี่ยวกับภาครัฐใน 2 เรื่องหลักคือ “การรับบริการ” และ “การให้ข้อมูล/ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ” รัฐบาลสามารถเลือกเรื่องที่สำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชนจากทั้งสองกลุ่มงานมานำร่องก่อนได้
หน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศจึงพิจารณานำร่องด้วยระบบการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล
Designed by vectorjuice / Freepik
สำหรับการรับบริการนั้น ความคาดหวังของภาคธุรกิจและประชาชนคือ บริการที่สะดวก รวดเร็ว น่าพึงพอใจ และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศจึงพิจารณานำร่องด้วยระบบการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล โดยใช้ AI แบบพื้นฐานอย่างหลากหลาย ตัวอย่างเช่น

– การให้บริการสรุปกฎหมายและพรบ. ที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ ด้วยการใช้ AI จัดหมวดหมู่ มีระบบสืบค้นตัวบทกฎหมายที่ชาญฉลาด และระบบแนะนำการจดแจ้งทะเบียนประเภทต่าง ๆ ตามกฎหมายเพื่อการประกอบธุรกิจ เป็นการใช้เทคโนโลยีย่อยสิ่งที่เข้าใจยากให้ง่ายขึ้นสำหรับคนทั่วไป

– การให้บริการแนะนำแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้ AI จัดกลุ่มนักท่องเที่ยวจากพฤติกรรมการเดินทางและจับจ่ายใช้สอย มีระบบแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ แบบอัตโนมัติตามความชอบและงบประมาณของประชาชนที่หน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวสามารถใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองได้อีกด้วย

– การให้บริการสุขภาพ โดยใช้ AI ศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวาน/ความดัน เพื่อออกแบบโปรแกรมแนะนำการกินอาหารและออกกำลังกายสำหรับปัจเจกบุคคล

– การทำนายหรือประเมินการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น การไฟฟ้า การประปา เป็นต้น เพื่อให้รัฐสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลือกเปลี่ยนอุปกรณ์ได้ก่อนเกิดการชำรุด

– การใช้ AI เพื่อทำนายและแจ้งเตือนเรื่องต่าง ๆ เช่น การจราจร มลพิษ น้ำท่วม ศัตรูพืช ราคาสินค้า ฯลฯ

– การให้บริการประชาชนด้วยหลักการ “เมืองอัจฉริยะ” การใช้ AI แนะนำเส้นทางเพื่อหลบหลีกการจราจรที่ติดขัด การใช้ AI วิเคราะห์การกระจายตัวของประชากร เพื่อใช้ประกอบการวางผังเมือง การหาที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับโรงงาน สถานพยาบาล สวนสาธารณะ และห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งการวางแผนเส้นทางของรถขยะในเมือง

จะเห็นได้ว่า การพัฒนาบริการทั้งหมดที่ยกตัวอย่างข้างต้นนั้น รัฐไม่สามารถมองแค่การประยุกต์เทคโนโลยี AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองภาพรวมของเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ประกอบการออกแบบบริการและกระบวนงาน ทั้งนี้อาจควบรวมเทคโนโลยีจากหลายสาขา เช่น บล็อกเชน (Block Chain) ระบบเสมือนจริง หรือ AR/VR (Augmented Reality / Virtual Reality ) ระบบไอโอที (Internet of Thing : IoT) ระบบคลาวด์ (Cloud Computing) ระบบความปลอดภัยข้อมูล ฯลฯ เข้ามาใช้ร่วมกันให้ได้อย่างเหมาะสม (Technology Convergence)
ในเรื่องการให้ข้อมูล/ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของประชาชนสู่รัฐนั้น สามารถทำได้ในหลายบริบท เช่น

– การเลือกตั้งผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการแจ้งเตือนความผิดปกติของจำนวนบัตรลงคะแนน การสวมสิทธิ์ เอกสารปลอม รวมไปถึงการเลือกส่งข้อความ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม และการแสดงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ของกระบวนงานอีกด้วย

– การรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านระบบ Call Center แอปพลิเคชันมือถือ เว็บไซต์ และการดึงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ จากสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อนำมาประมวลผลด้วยเทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) โดยมีจุดประสงค์เพื่อรับรู้ข้อเสนอแนะ (Feedback) ของประชาชนต่อโครงการภาครัฐ ตลอดจนถึงการใช้เพื่อติดตามคืบหน้าของการแก้ปัญหาจากการร้องทุกข์ได้อีกด้วย

– การสำรวจข้อมูลประชากรในมิติต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการวางนโยบายของรัฐ โดยเปลี่ยนจากการเดินเท้าเก็บข้อมูลมาเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและแบบสอบถามออนไลน์ อย่างไรก็ดี การให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครบถ้วน มักมีข้อคำถามจำเป็นจำนวนมากที่ประชาชนไม่อยากเสียเวลาตอบ ซึ่งรัฐสามารถใช้เทคโนโลยี AI กรองข้อคำถามที่เหมาะสมสำหรับประชาชนแต่ละกลุ่ม รวมทั้งใช้ AI ประมวลผลและจัดกลุ่มคำตอบในเบื้องต้นได้อีกด้วย

การที่ภาครัฐจะสามารถปรับกระบวนงานและบริการด้วยเทคโนโลยี AI ได้นั้น รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างพื้นฐานทางด้านข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถบูรณาการและใช้งานข้อมูลร่วมกันได้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสม รวมถึงอบรมข้าราชการให้เข้าใจเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องยาก รัฐบาลจึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดย “คิดให้ไกลสุดทาง แต่เริ่มต้นที่จุดเล็ก ๆ  เรียนรู้ให้เร็วและขยายผลให้ได้”  โดยในช่วงแรกของการปรับตัว การมีองค์กรที่ระดมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ AI แก่หน่วยงานภาครัฐ หรือที่เรียกว่า “Intelligence Service” ก็จะช่วยให้ภาครัฐเริ่มต้นได้เร็วขึ้น

Our Writer

รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล

รศ. ดร. ธีรณี อจลากุล

ทำงานในแวดวงของการวิเคราะห์ข้อมูล Big data การประมวลผลขั้นสูง ระบบคลาวด์และระบบเสมือนจริง การพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 โดยมีประสบการณ์จากการทำงานในอุตสาหกรรมไอทีและสถาบันการศึกษา ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ดร. ธีรณีได้เข้าร่วมโครงการวิเคราะห์ข้อมูลและโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์หลายแห่งทั้งในภาครัฐและเอกชน เป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการด้านสารสนเทศและข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเคยเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยระดับนานาชาติ เช่น โครงการความร่วมมือ KMUTT – CERN (Switzerland) และ iHPC, A-STAR (Singapore) เป็นต้น

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (Government Big Data Institute) หรือ GBDi ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แก่หน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย

มีผลงานตีพิมพ์ตำราเรียน 2 เล่ม และวารสารจำนวนมาก

Header designed by Freepik
Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on email

ผู้สนับสนุน

ติดต่อเรา

© copyright, 2020 AI for ALL