จากโจทย์ธุรกิจสู่โจทย์ AI

Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on email

บทความนี้เริ่มมาจากการพูดคุยเรื่องการสร้าง AI project ขององค์กรที่เห็นว่า AI มีความสามารถหลากหลาย มาสู่การนำ AI มาใช้ “การตั้งโจทย์ของ AI ในแต่ละโครงการ ควรเริ่มอย่างไร”

ขอเริ่มจากการเล่าถึงเมื่อต้นปีค.ศ. 2019 บริษัทไมโครซอฟท์และ IDC ได้เผยผลสำรวจองค์กรในประเทศไทย พบว่า 57% ขององค์กรได้นำ AI มาใช้งานแล้ว ทั้งในรูปแบบของ AI ที่มากับโซลูชันที่องค์กรเลือก และการตั้งใจนำ AI มาประยุกต์ใช้เอง เมื่อถามถึงเหตุผล 5 อย่างที่องค์กรตั้งใจนำ AI มาประยุกต์ใช้ พบว่า เหตุผลหลัก ๆ คือ การสร้างให้องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีขึ้น ตามมาด้วยการนำ AI มาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้องค์กร และการสร้างผลกำไรที่สูงขึ้น เรื่องที่น่าสนใจมากที่สุดข้อหนึ่งจากการสำรวจเดียวกันนี้ พบว่า

สิ่งที่ผู้บริหารองค์กรกังวลในเรื่องของการนำ AI มาใช้มากที่สุด คือ ทักษะในการคิดสร้างสรรค์ (Creativity Skill) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ทักษะของการตั้งโจทย์ AI ซึ่งความกังวลนี้ มีมากกว่าเรื่องของทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Skill) และทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Skill) เสียอีก

เนื่องจากผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารมองเห็นช่องว่างในองค์กรเรื่องของการตั้งโจทย์มากที่สุด ดังนั้นการเริ่มต้น AI ในองค์กรจึงต่างจากการเริ่มด้วยโจทย์ทางเทคโนโลยี เพราะการตั้งโจทย์ AI ขับเคลื่อนมาจากมิติทางธุรกิจเป็นหลักนั่นเอง
Percentage of business leaders who indicate attribute as #1 driver
Microsoft-IDC Survey on “Assessing AI Readiness for Asia Pacific and Thailand” 2019

เรามาดูว่าจากปีค.ศ. 2019 จนถึงปัจจุบัน ผลสะท้อนจากวิกฤติโควิด-19 ทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้นในการตั้งโจทย์ต่าง ๆ ขององค์กร สิ่งที่พบคือ เราได้ยิน ได้เห็นการเร่งสปีดเทคโนโลยีดิจิทัลของโลกในหลากหลายมิติ รวมถึงการปรับตัวขององค์กรไทย โดยเฉพาะภาคเอกชน ตั้งแต่บริษัทใหญ่ เล็ก ไปจนถึง Startup ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจสามารถรองรับความผันผวนของสภาพแวดล้อม ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยองค์กรพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส

3 มิติของโจทย์ธุรกิจไปสู่โจทย์ AI

1) ในองค์กรใหญ่ เราพบทฤษฎีหรือแนวคิดการรับมือกับวิกฤตโควิด-19 แบบคล้ายคลึงกัน คือ Respond-Recovery-Reimagine อันหมายถึง รับมือ-ฟื้นฟู (ในระยะสั้น)-สร้างสรรค์ไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่า โจทย์ที่จะนำทุกองค์กรไปสู่ปีค.ศ. 2021 ก็คือ “เราจะ Reimagine อะไร” ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมานี้ บริษัทไมโครซอฟท์และ IDC ได้เปิดเผยผลสำรวจองค์กรไทยล่าสุดในเรื่อง Culture of Innovation โดยสำรวจเปรียบเทียบความคิดเห็นขององค์กรก่อนการเกิดวิกฤติโควิด-19 ในเดือนมกราคมกับช่วงวิกฤติโควิด-19 ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า องค์กรไทย 40% ยังคงมีทัศนคติที่ดี มองโควิด-19 เป็นโอกาส และ 72% ของการสำรวจมองว่า “นวัตกรรม” (Innovation) เป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาองค์กรหลังวิกฤติโควิด-19 และ 60% พบว่า ความจำเป็นในสถานการณ์จะทำให้การขับเคลื่อนนวัตกรรมในองค์กรเป็นเรื่องง่ายขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19 เช่นกัน ทำให้เราเห็นว่าองค์กรไทยเองก็ให้ความสำคัญกับการเร่งสปีดเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายและสร้างโอกาส ซึ่งถ้าเราเปรียบเทียบการสำรวจนี้กับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนา เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ก็จะพบว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ก็นับว่ายังห่างจากประเทศพัฒนาแล้ว ที่เห็นว่านวัตกรรมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาองค์กร

Microsoft-IDC Survey on “Culture of Innovation Research for Asia Pacific and Thailand” 2020

จากการสำรวจนี้ ถ้าถามว่า “แล้วโจทย์ขององค์กรไทยคืออะไร” ก็พบว่า โจทย์ในระยะสั้น คือ การสร้างแผนสำรองธุรกิจ และการลดความเสี่ยงทางธุรกิจให้ได้มากที่สุด ตามด้วยโจทย์ของการทำให้สินค้าและบริการที่มีอยู่เดิมหรือสร้างขึ้นใหม่อยู่ในระบบดิจิทัล และในระยะ 1 ปีข้างหน้า โจทย์ขององค์กรก็จะขยับไปถึงการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการหาและสร้างพันธมิตรใหม่ทางธุรกิจ การปรับปรุงและปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ขององค์กร

2) ถ้าเราดูมิติของ Startup ในวิกฤตินี้ เราจะเห็นว่า หลาย ๆ ธุรกิจเจริญงอกงามแบบก้าวกระโดด ด้วย DNA ของ Startup ที่มักเริ่มโจทย์จากการมองหาโอกาสที่จะปฏิรูป (Disrupt) สิ่งที่มีอยู่เดิม หรือมองหาปัญหาของผู้บริโภคและการทำธุรกิจแบบเดิม ๆ คิดนอกกรอบและแก้โจทย์ เริ่มสร้างธุรกิจจากความคิดใหม่ ๆ ด้วยการระดมทุน แทนการเริ่มด้วย Business Plan แบบดั้งเดิม ซึ่งเราพบว่า หลาย Startup ประสบความสำเร็จไม่น้อยในวิกฤตินี้ เนื่องจากมีโจทย์ใหม่ ๆ เข้ามาให้ค้นหา ไม่ว่าจะมาจากการเปิดใจยอมรับเทคโนโลยีดิจิทัลที่พุ่งพรวดในช่วงนี้ ความต้องการของคนที่เปลี่ยนไป ความท้าทายใหม่ ๆ ของสังคม ประเทศ หรือโลกใบนี้ แม้แต่องค์กรใหญ่หลายองค์กรก็ปรับตัวแบบก้าวกระโดดด้วยการแตกทีม แตกองค์กรเพื่อการคิดนอกกรอบ ตอบโจทย์และก้าวให้ทันแบบไร้ขีดจำกัดเดิม ๆ

3) อีกมิติที่น่าสนใจมากและสร้างให้เกิดโจทย์ AI โดยตรง คือ “ข้อมูล” เราได้ยินประโยคที่ว่า “Data is a new oil” หรือ “Data is a new air” มากขึ้นทุกวัน ๆ คำถามที่ว่า “จะใช้ประโยชน์อะไรจากข้อมูลที่มีมากมายในองค์กรและเริ่มอย่างไร” น่าจะเป็นคำถามที่ทุกองค์กรควรมีคำตอบบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เราจะได้ยินเสมอมาว่า “ข้อมูล” เป็นข้อได้เปรียบขององค์กรที่ดำเนินธุรกิจมายาวนาน เมื่อเทียบกับ Startup ที่ต้องเริ่มรวบรวมข้อมูล (Acquire Data) แต่ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจังและนำ AI มาช่วยสร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) ก็สามารถทำให้ Startup สามารถเร่งสปีดการขยายธุรกิจและเข้าถึงลูกค้าได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนั้นโจทย์ที่องค์กรจำเป็นอย่างมากที่ต้องหาคำตอบ คือ “เราจะนำข้อมูลไปสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจ (Monetize Data) ที่เรามีให้เร็วกว่าคู่แข่งหรือ Startup ได้อย่างไร” โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่คนเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ระบบออนไลน์อย่างมหาศาล ส่งผลให้ “ข้อมูล” กลายเป็นทรัพยากร new oil หรือ new air อย่างแท้จริง

แนวคิดในการตั้งโจทย์ที่ทำให้หลายองค์กรประสบความสำเร็จเรื่อง “ข้อมูล” นั้น คือการนำเจ้าของข้อมูลหรือผู้ใช้งานหลักของข้อมูลในองค์กรมาเป็นผู้ตั้งต้น ผ่านกระบวนการระดมความคิดกับทีมธุรกิจและทีมพัฒนาด้วยการทำ Design Thinking หรือ Business Hackathon โดยที่เจ้าของข้อมูลหรือ Business User จะเป็นผู้ที่เข้าใจความท้าทายขององค์กร เข้าใจความต้องการของตลาดมากพอที่จะสร้างโจทย์ และถ้ามี “ข้อมูล” ที่มากเพียงพอ การนำ AI มาทำ Machine Learning หรือการสร้างโมเดลการเรียนรู้ข้อมูลด้วย AI จะทำให้องค์กรได้ประโยชน์มหาศาลจากการนำเทคโนโลยีมาพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ เพื่อปรับปรุงกระบวนการ ลดต้นทุน สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือในหลายองค์กรมีการแตกทีม Innovation ออกมา เพื่อเร่งสปีดนวัตกรรม เล็งผลในการหาโจทย์ที่สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ หรือสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ พันธมิตรใหม่ หรือ โจทย์ใหม่แบบนอกกรอบให้กับองค์กร

“จากโจทย์ธุรกิจมาสู่โจทย์ AI” จะเห็นว่าจริง ๆ แล้ว AI สามารถเป็นผู้ช่วยธุรกิจอัจฉริยะที่เราสามารถเริ่มง่าย ๆ ได้ตั้งแต่การสร้างแชตบอทเพื่อให้บริการลูกค้า ด้วยการนำข้อมูล Q&A ขององค์กรไปสอน AI ช่วยตอบคำถามของลูกค้า หรือเอาความสามารถ Cognitive Service ของ AI ไปจดจำและวิเคราะห์รูป วิเคราะห์อาการและปฏิกิริยาของลูกค้า ไปจนถึงหรือการนำ AI มา Unlock Power of Data ที่เรานำ AI มาช่วยองค์กรประมวลผลข้อมูลมหาศาล เพื่อนำองค์กรไปสู่สิ่งใหม่ ๆ โดยที่โจทย์นั้นเริ่มมาจากโจทย์ของธุรกิจ แต่ก็เคยมีคำถามว่าในทางกลับกันว่า “ถ้าเรามีข้อมูลมหาศาลมาป้อนให้ AI แล้ว เราเอา AI มาคิดโจทย์ให้เราแทนเลยได้หรือไม่” ซึ่งก็พบว่ามีบริษัท Startup เช่น SparkBeyond หรือ AI Provider หลายกลุ่มที่สร้าง AI Model เพื่อหาความสัมพันธ์ของข้อมูล และช่วยหาโจทย์หรือสร้างสมมติฐานให้องค์กรเช่นกัน แต่เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่แพร่หลายในเรื่องนี้มากนัก

อย่างไรก็ตาม ในการนำ AI ไปใช้ประโยชน์ การพัฒนา AI ควรเป็นไปตามกรอบของจริยธรรม (Responsible หรือ Ethical AI) ข้อมูลที่ป้อนเข้าไปต้องโปร่งใส ยุติธรรม เชื่อถือได้ และทุกการตัดสินใจต้องกำกับดูแลโดยมนุษย์ ตรวจสอบได้และอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยี Cloud และ AI Services บน Cloud ที่มีการพัฒนาไว้รองรับในปัจจุบัน ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและเรียกใช้เทคโนโลยี AI ได้ง่ายและราคาถูก ดังนั้นทุกโจทย์ธุรกิจที่ผ่านกระบวนการคิดจากองค์กรสามารถนำมาเริ่มโครงการทดลองได้แบบเล็ก ๆ และรวดเร็ว

Our Writer

ชนิกานต์ โปรณานันท์

ชนิกานต์ โปรณานันท์

รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดและปฏิบัติการ
บริษัทไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด

อยู่ในวงการไอทีมากว่า 20 ปี ตั้งแต่โลกของดอทคอมเพิ่งเกิด จนมาถึงยุคที่ Cloud และ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตและการทำงานอย่างที่สุด ชอบการค้นคว้าหาความรู้และสนุกกับการเรียนรู้ แม้จะแอบหวาดกลัวเล็ก ๆ กับเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ว่าจะเป็น AGI หรือ Quantum Computing ในอนาคต เป็นแนวร่วมสนับสนุนเรื่องของการนำเทคโนโลยี และข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรมที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมและโลกใบนี้

Header created by rawpixel.com
Share on facebook
Share on twitter
Share on google
Share on email

ผู้สนับสนุน

ติดต่อเรา

© copyright, 2020 AI for ALL